มารู้จัก อินเดียนแดงเผ่าอินคากันดีกว่า

มารู้จัก อินเดียนแดงเผ่าอินคากันดีกว่า

ดินแดนทวีปอเมริกาในสมัยก่อนจะมีการตั้งประเทศนั้น จะแบ่งการปกครองออกเป็นเผ่าต่างๆ มากมาย ซึ่งแต่ละเผ่าก็มีวัฒนธรรมของตัวเอง ทั้งการแต่งกาย พิธีกรรม ความเชื่อ การแต่งงาน การดำเนินชีวิตของตัวเอง ซึ่งบางเผ่าแม้จะสูญพันธุ์ไปแล้วแต่ร่องรอยที่ทิ้งไว้ก็กลายเป็นแหล่งอารยธรรมอันทรงคุณค่าอย่างมาก เช่น เผ่าอินคาเป็นต้น

เผ่าอินคา เค้าเป็นใคร

แม้ว่าเผ่าอินคาจะไม่มีผู้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่จากซากอารยธรรมที่หลงเหลืออยู่ทำให้เราทราบว่า เผ่านี้นับว่าเป็นเผ่าที่มีอารยธรรมสูงมาก ความสามารถทางสถาปัตยกรรมอยู่ในระดับสุดยอด งานก่อสร้างบางอย่างแม้จะเป็นยุคปัจจุบันก็ยังทำได้ยากมาก เชื่อกันว่า ชนเผ่าอินคาแผ่ขยายอำนาจในเขตพื้นที่ประเทศเปรูในปัจจุบันจนถึงประเทศเอกวาดอร์ ยาวไปถึงตอนใต้ของประเทศโคลอมเบียโน่นเลย

การจัดระเบียบสังคม

เครื่องมือสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ชนเผ่าอินคา ขยายอำนาจไปได้ไกล เป็นปึกแผ่นมั่นคง นั่นคือพวกเค้ามีโครงสร้างสังคมอันแข็งแกร่งมาก เชื่อกันว่าชนเผ่าอินคามีการแบ่งหน้าที่การทำงานอย่างชัดเจนว่าใครทำอะไร กษัตริย์, ผู้นำ, นักรบ, พ่อค้า, ช่างทอผ้า ไปจนถึงเกษตรกร เมื่อทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่แม้จะเป็นระบบชั้นวรรณะแต่มันคือกลไกลสำคัญให้สังคมชนเผ่าขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นคง

แหล่งรวมช่างฝีมือดี

ชนเผ่าอินคาแม้ว่าเราจะรับรู้จากภาพ เรื่องเล่าและสิ่งหลงเหลือจากวัฒนธรรมแต่มันทำให้เราทราบได้ดีเลยว่า ชนเผ่าอินคาเป็นแหล่งรวมช่างฝีมือดีด้างต่างๆอยู่เต็มไปหมด อาทิ ช่างทอผ้า ช่างโลหะ(ทำอาวุธ โล่ เสื้อเกราะ) ช่างตีเหล็ก วิศวกร สถาปนิก และอีกมากมาย นั่นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นวิศวกรรมโยธา ระบบชลประทานในซากเมืองของเค้าด้วย อีกอย่างหนึ่งชนชั้นนำทางปัญญาของพวกเค้าก็เจ๋งด้วย ดูได้จากการเลือกภูมิประเทศตั้งเมือง เป็นภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการตั้งเมืองอย่างมาก รุกรับในสงครามก็ได้ หรือ จะเพาะปลูกการเกษตรก็ทำได้ดีอีกเช่นกัน

ซากอารยธรรมแห่งความสงสัย

ชนเผ่าอินคาแม้ว่าจะสูญสิ้นไปกว่าพันปีแต่สิ่งที่หลงเหลือว่ายังสร้างความสงสัยให้กับนักโบราณคดีมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นก็คือ เมืองร้าง มาชูปิคชู ซากอารยธรรมบนยอดเขาสูงกว่าสองพันเมตรเหนือน้ำทะเล ครั้งแรกที่นักสำรวจไปพบต่างอึ้งทึ่งตะลึงในความงดงามเป็นระเบียบของเมือง ภายในนั้นมีทั้งอาคารบ้านเรือน ศาสนสถาน และอีกมากมาย สิ่งที่ทำให้เราสงสัยมาถึงทุกวันนี้ก็คือ เค้าสร้างเมืองนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ใช้เทคโนโลยีอย่างไรถึงทำได้ หากมองอย่างเป็นกลางในยุคนั้นไม่น่าจะมีเครื่องทุ่นแรงอะไรให้ทำได้ขนาดนี้ หรือ หากมีต้องยอมรับเลยว่าสติปัญญาของผู้สร้างเมืองนี้เข้าขั้นอัจฉริยะทีเดียว น่าเสียดายที่ชนเผ่าอินคาไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นเราอาจจะได้เห็นอะไรมากกว่านี้

ความหมายการเมืองการปกครอง คือ

ความหมายการเมืองการปกครอง คือ

Meaning-government

การเมือง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Politics หมายถึง การแข่งขันเพื่อไขว่ว้าอํานาจมาเป็นของตน นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาอํานาจ โดยมันอาจส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ของสังคม การปกครอง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Government คือ เรื่องบริหารวางระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ถูกนำไปใช้กับสังคม เพื่อสร้างความเสมอภาค และสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม โดยมีจุดมุ่งหมาย คือ ต้องการให้สังคมมีความสงบสุข โดยการเมืองกับการปกครองมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากการปกครองจําเป็นต้องอาศัยอํานาจ ถึงจะสามารถดําเนินขั้นตอนต่างๆ ได้อย่างสําเร็จลุล่วง ด้วยเหตุนี้การศึกษาเรื่องนี้ จึงสามารถอธิบายได้ว่า เป็นการศึกษาในเรื่องขององค์กรที่ใช้อํานาจ รวมทั้งระเบียบกฎเกณฑ์บริหารต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับประเทศ นั่นเอง

 

อำนาจอธิปไตย คือ อํานาจอันเด็ดขาดพร้อมต่อการบังคับ รวมทั้งวางกฎหมายเพื่อภาครัฐและประชาชน นอกจากนี้ยังสามารถดําเนินกิจกรรมทั้งภายในหรือภายนอกได้อย่างอิสระ – เสรี โดยไม่อาจบังคับ, ควบคุม, หรือแทรกแซงโดยประเทศอื่นได้

สำหรับนักปราชญ์ นักวิชาการ ทางรัฐศาสตร์ทั้งหลายจะแบ่งวิชานี้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่…

ศาสตร์ – Science ได้แก่ ความรู้การเมืองการปกครอง

ศิลป์ Arts – อันเป็นเรื่องของการปกครองประชาชนที่นำมาใช้จริง

เพราะฉะนั้น วิชารัฐศาสตร์ จึงกลายมาเป็นวิชาซึ่งประยุกต์ลักษณะทั้งในเรื่องของศาสตร์และศิลป์ผสมเข้าด้วยกัน ต่อมาจึงมีผู้นำเอาวิชาที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วนี้มาใช้ปกครองประเทศ แต่ทว่าความเป็นจริงแล้วนักวิชาการเมืองเหล่านี้ อาจถูกบุคคลบางกลุ่มมองในทางไม่ดี เช่น อาจจะมองว่าเป็นเรื่องสกปรก ทำได้ทุกวิธีทางเพื่อมุ่งหาผลประโยชน์ส่วนตัว นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของคนมีเงิน มีการศึกษา ต้องการเก็บอำนาจไว้คนเดียว แต่ทว่าสภาพความเป็นจริง คือ การเมืองมันเป็นเรื่องที่ทุกคนทุกคนในสังคม จำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ หาใช้เป็นเรื่องที่น่ากลัวหรือเลวร้ายอย่างที่หลายๆคนคิด ถ้าบุคคลใดมีความเข้าใจอย่างถูกต้องและนำมาใช้ให้ถูกต้อง เป็นเพราะว่าวิชาการเมืองเป็นวิชาที่ผู้ปกครองประเทศจะต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน โดยมีจุดประสงค์ให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยตลอดจนเกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ด้วยเหตุนี้เพื่อที่ให้ผู้ศึกษาได้เรียนรู้ถึงความหมายอย่างแท้จริงของรัฐศาสตร์อย่างเข้าใจได้ง่ายแล้ว ก็จะขอกล่าวโดยสรุปในเนื้อหาสาระสำคัญของความหมายของการเมืองได้ ดังนี้…

  • เรื่องอำนาจปกครองผู้คนจำนวนมหาศาล
  • เรื่องจัดสรรผลประโยชน์ในทุกๆ ด้านให้ลงตัว
  • เป็นความสัมพันธ์ที่ขาดไปไม่ได้ระหว่างมนุษย์กับรัฐ
  • ต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจผลประโยชน์มาเป็นของตน
  • มีส่วนประกอบหลัก คือ ผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง

สุดท้ายแล้วถ้ารัฐใดมีความสามารถนำวิชารัฐศาสตร์ มาทำให้ประชาชนในรัฐรู้สึกพอใจ มีความสงบสุข ก็ถือว่ารัฐนั้นประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

Sitting bull หัวหน้าเผ่าผู้น่าเกรงขามของเผ่า ‘Hunkpapa Sioux’

Sitting bull หัวหน้าเผ่าผู้น่าเกรงขามของเผ่า ‘Hunkpapa Sioux’

Sitting Bull เป็นชายผู้หนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1831 – วันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1890 เขาเป็นชาวพื้นเมืองอเมริกัน หรือชาวอินเดียนแดง เป็นหัวหน้าเผ่าที่น่าเกรงขามของเผ่า ‘Hunkpapa Sioux’ และชายคนนี้นี่แหละเป็นหัวหน้าผู้ชักนำเผ่าSioux และ เผ่า Cheyenne จำนวน 3,500 คนเข้าห้ำหั่นกับเหล่าทหารม้าที่ 7 ของอเมริกา ในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ.1876 ได้ เขานำนักรบเข้าสู่สมรภูมิปะทะกับ กลุ่มกองทัพอันเกรียงไกรของนายพล George Armstrong Custer วีรบุรุษแห่งสงครามกลางเมือง เพื่อปกป้องดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินเดียนแดง โดยเหล่าคนขาวที่มาทีหลัง ต้องการยึดครองเป็นของตนให้จงได้ เนื่องจากดินแดนแห่งนั้นเต็มไปด้วยแร่ทองคำอันมีค่า การรบครั้งในนั้นมีชื่อเรียกขานว่า ‘The Battle of Little Bighorn’ Sitting bull กับคนของเขาสามารถคว้าชัยชนะในการรบครั้งนั้นมา

Sitting-bull

ในสมรภูมิรบครั้งนั้น นายพล George Armstrong Custer กับเหล่าทหารเกือบหมดต้องจบชีวิตลง มันจึงเป็นชนวน สร้างความโกรธแค้นและอับอายมาก จนรัฐบาลสหรัฐเรียกทหารทุกนายออกตามหา Sitting Bull ต่อให้พลิกแผ่นดินหา ก็ต้องจับมาให้ได้ เรื่องราวของการรบครั้งนี้เองจึงทำให้ชาวอเมริกันผิวขาว เกิดความจงเกลียดจงชังรวมทั้งเกรงกลัวพลังของพวก Sitting Bull มากขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1877 Sitting Bull พร้อมกับพรรคพวกได้หลบหนีเข้าไปอยู่ในประเทศ Canada โดยอีกประมาณ 4 ปีต่อมา ในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ.1881 Sitting bull ได้พาคนของเขามอบตัวยกธงขาวแก่กองกำลังทหารของอเมริกา ณ ค่าย Fort Buford รัฐ Montana ทำให้ Sitting Bull กับนักรบเคียงข้างเขาถูกส่งไปอยู่ยังค่าย Randall ประมาณ 2 ปี จนกระทั่งปี ค.ศ. 1883 Sitting bull จึงสามารถกลับไปอยู่กับเผ่าของเขาได้อีกครั้ง ในช่วงปี 1885 Sitting Bull ได้เข้าร่วมกับการแสดงโชว์ซึ่งมีชื่อว่า ‘Buffalo Bill Wild West Show’ ของ Buffalo Bill เมื่อปี ค.ศ. 1890 Kicking Bear ได้ชักชวนให้ชาวเผ่าทำการเต้น Ghost Dance ซึ่งเป็นพิธีกรรมทางไสยศาสตร์อย่างหนึ่ง เพื่อขับไล่ชาวผิวขาวหรือยุโรปอเมริกัน ให้ออกจากดินแดนของเผ่าพื้นเมืองไป พร้อมฟื้นฟูวิธีชีวิตดั้งเดิมของชาวเผ่า โดยการเต้น Ghost Dance นี้ได้สร้างความหวาดกลัวสยองขวัญสั่นประสาทเป็นอย่างมากกับเจ้าหน้าที่ทางการ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลควบคุมความเป็นอยู่ของชาวเผ่า อีกทั้งเจ้าหน้าที่ก็มีความหวาดกลัวว่า Sitting Bull จะเข้าร่วมการเต้น Ghost Dance ด้วย เจ้าหน้าที่จึงส่งทหารเพื่อเข้าควบคุมตัว Sitting bull ไว้ก่อน แต่แล้วในขณะเข้าควบคุมตัว ได้เกิดปะทะกันอย่างรุนแรง และ Sitting bull ก็ถูกกระสุนเสียชีวิต…