แนวคิดทางการเมืองของประเทศอเมริกา

แนวคิดทางการเมืองของประเทศอเมริกา

Politics-of-America

‘ประเทศอเมริกา’ ผ่านการหล่อหลอมมาจากประสบการณ์อันหลากหลายของผู้นำทางการเมือง ซึ่งล้วนมาจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์และลักษณะภูมิประเทศทั้งสิ้น

อันมีแนวคิดหลัก 2 ข้อ ได้แก่

  • ประเทศใหม่ สังคมใหม่ ที่มุ่งเน้นให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น
  • วางกฎเกณฑ์ใหม่ในเรื่องต่างประเทศ , เน้นปกป้องสิทธิ-เสรีภาพระหว่างประเทศ ซึ่งมาจากแนวคิดทางการเมืองเดิมของยุโรป แนวความคิดนี้กลายมาเป็นพื้นฐานของระบบการเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา มาจากกลุ่มPuritan ซึ่งอพยพมาอยู่ ณ New England ได้รับแนวคิดมาจากบรรพบุรุษ เช่น John Adams, Thomas Jefferson , Alexander Hamilton เป็นต้น

Politics-America-pic

ระบบสหพันธรัฐ

ระบบนี้สร้างความสัมพันธ์ในการใช้อำนาจกับรัฐบาลกลาง และรัฐบาลมลรัฐ เป็นระบบที่ช่วยประสานความสัมพันธ์ระหว่างรัฐยากจนกับมลรัฐมั่นคั่ง ถือเป็นขั้นตอนปฏิรูปทางการเมือง เนื่องจากรัฐบาลกลางไม่อาจตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ ทำให้รัฐบาลกลางมีหน้าที่กำหนดนโยบายทางการเงิน , ทางทหาร และนโยบายต่างประเทศ ส่วนทางด้านรัฐบาลมลรัฐ มีหน้าที่กำหนดนโยบายทางสังคม อีกทั้งยังสร้างเศรษฐกิจได้ด้วยตนเอง เช่น การศึกษา , เส้นทางคมนาคม ตลอดจนสวัสดิการต่างๆ

รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยแนวคิด 2 ข้อ ได้แก่…

  • วิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีหลายขั้นตอนอีกทั้งยังต้องได้รับเสียงสนับสนุนจำนวนมาก
  • ความแพร่หลายของรัฐธรรมนูญทำได้ง่าย ใช้กันอย่างแพร่หลาย มีผลบังคับใช้โดยมีการรับรองจากสภานิติบัญญัติ

‘สหรัฐอเมริกา’ เป็นสหพันธรัฐที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังสามารถเดินทางมาจนถึงปัจจุบัน เป็นสาธารณรัฐที่ใช้การปกครองแบบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน ‘โดยการถือเสียงข้างมากจะเป็นเกณฑ์จำกัดโดยสิทธิฝ่ายข้างน้อยซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย’ มีหลักวางระเบียบการปกครอง ด้วยวิธีตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งนิยามตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ สำหรับระบบสหพันธรัฐในอเมริกา พลเมืองจะต้องอยู่ใต้หลักบังคับแห่งขั้นตอนปกครอง 3 ระดับ ได้แก่

  • สหพันธรัฐ
  • รัฐกับท้องถิ่น
  • หน้าที่รัฐบาลท้องถิ่น

ซึ่งมีการแบ่งระหว่างรัฐบาลเทศมณฑล กับองค์การเทศบาล ส่วนข้าราชการฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติ มาจากการเลือกตั้งแบบคะแนนเสียงของพลเมืองแบ่งเขต อีกทั้งยังพบน้อยในระดับล่างกว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ระบบ 2 พรรคมาเกือบตลอดประวัติศาสตร์ เพื่อตำแหน่งเลือกตั้งเกือบทุกระดับ สำหรับการเลือกตั้งผู้สมัครรอบแรกรัฐจะมีคัดเลือกผู้ที่ได้รับเสนอชื่อจากพรรคการเมืองหลัก เพื่อนำมาเลือกตั้งทั่วไปในเวลาต่อมา โดยเริ่มเลือกตั้งทั่วไปตั้งแต่ปี 1856 โดยพรรคการเมืองหลัก คือ พรรคDemocratic ก่อตั้งในปี 1824 ส่วนพรรคRepublican ก่อตั้งในปี 1854 เริ่มตั้งแต่สมัยสงครามกลางเมืองเป็นต้นมา มีผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีจากพรรคที่ 3 เพียงคนเดียว นั่นคือ อดีตประธานาธิบดี Theodore Roosevelt เขามาจากพรรคก้าวหน้าในปี 1912 และประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดีต้องมาจากการเลือกตั้งผ่านระบบเลือกตั้ง

มารู้จัก อินเดียนแดงเผ่าอินคากันดีกว่า

มารู้จัก อินเดียนแดงเผ่าอินคากันดีกว่า

ดินแดนทวีปอเมริกาในสมัยก่อนจะมีการตั้งประเทศนั้น จะแบ่งการปกครองออกเป็นเผ่าต่างๆ มากมาย ซึ่งแต่ละเผ่าก็มีวัฒนธรรมของตัวเอง ทั้งการแต่งกาย พิธีกรรม ความเชื่อ การแต่งงาน การดำเนินชีวิตของตัวเอง ซึ่งบางเผ่าแม้จะสูญพันธุ์ไปแล้วแต่ร่องรอยที่ทิ้งไว้ก็กลายเป็นแหล่งอารยธรรมอันทรงคุณค่าอย่างมาก เช่น เผ่าอินคาเป็นต้น

เผ่าอินคา เค้าเป็นใคร

แม้ว่าเผ่าอินคาจะไม่มีผู้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่จากซากอารยธรรมที่หลงเหลืออยู่ทำให้เราทราบว่า เผ่านี้นับว่าเป็นเผ่าที่มีอารยธรรมสูงมาก ความสามารถทางสถาปัตยกรรมอยู่ในระดับสุดยอด งานก่อสร้างบางอย่างแม้จะเป็นยุคปัจจุบันก็ยังทำได้ยากมาก เชื่อกันว่า ชนเผ่าอินคาแผ่ขยายอำนาจในเขตพื้นที่ประเทศเปรูในปัจจุบันจนถึงประเทศเอกวาดอร์ ยาวไปถึงตอนใต้ของประเทศโคลอมเบียโน่นเลย

การจัดระเบียบสังคม

เครื่องมือสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ชนเผ่าอินคา ขยายอำนาจไปได้ไกล เป็นปึกแผ่นมั่นคง นั่นคือพวกเค้ามีโครงสร้างสังคมอันแข็งแกร่งมาก เชื่อกันว่าชนเผ่าอินคามีการแบ่งหน้าที่การทำงานอย่างชัดเจนว่าใครทำอะไร กษัตริย์, ผู้นำ, นักรบ, พ่อค้า, ช่างทอผ้า ไปจนถึงเกษตรกร เมื่อทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่แม้จะเป็นระบบชั้นวรรณะแต่มันคือกลไกลสำคัญให้สังคมชนเผ่าขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นคง

แหล่งรวมช่างฝีมือดี

ชนเผ่าอินคาแม้ว่าเราจะรับรู้จากภาพ เรื่องเล่าและสิ่งหลงเหลือจากวัฒนธรรมแต่มันทำให้เราทราบได้ดีเลยว่า ชนเผ่าอินคาเป็นแหล่งรวมช่างฝีมือดีด้างต่างๆอยู่เต็มไปหมด อาทิ ช่างทอผ้า ช่างโลหะ(ทำอาวุธ โล่ เสื้อเกราะ) ช่างตีเหล็ก วิศวกร สถาปนิก และอีกมากมาย นั่นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นวิศวกรรมโยธา ระบบชลประทานในซากเมืองของเค้าด้วย อีกอย่างหนึ่งชนชั้นนำทางปัญญาของพวกเค้าก็เจ๋งด้วย ดูได้จากการเลือกภูมิประเทศตั้งเมือง เป็นภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการตั้งเมืองอย่างมาก รุกรับในสงครามก็ได้ หรือ จะเพาะปลูกการเกษตรก็ทำได้ดีอีกเช่นกัน

ซากอารยธรรมแห่งความสงสัย

ชนเผ่าอินคาแม้ว่าจะสูญสิ้นไปกว่าพันปีแต่สิ่งที่หลงเหลือว่ายังสร้างความสงสัยให้กับนักโบราณคดีมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นก็คือ เมืองร้าง มาชูปิคชู ซากอารยธรรมบนยอดเขาสูงกว่าสองพันเมตรเหนือน้ำทะเล ครั้งแรกที่นักสำรวจไปพบต่างอึ้งทึ่งตะลึงในความงดงามเป็นระเบียบของเมือง ภายในนั้นมีทั้งอาคารบ้านเรือน ศาสนสถาน และอีกมากมาย สิ่งที่ทำให้เราสงสัยมาถึงทุกวันนี้ก็คือ เค้าสร้างเมืองนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ใช้เทคโนโลยีอย่างไรถึงทำได้ หากมองอย่างเป็นกลางในยุคนั้นไม่น่าจะมีเครื่องทุ่นแรงอะไรให้ทำได้ขนาดนี้ หรือ หากมีต้องยอมรับเลยว่าสติปัญญาของผู้สร้างเมืองนี้เข้าขั้นอัจฉริยะทีเดียว น่าเสียดายที่ชนเผ่าอินคาไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นเราอาจจะได้เห็นอะไรมากกว่านี้

ความหมายการเมืองการปกครอง คือ

ความหมายการเมืองการปกครอง คือ

Meaning-government

การเมือง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Politics หมายถึง การแข่งขันเพื่อไขว่ว้าอํานาจมาเป็นของตน นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาอํานาจ โดยมันอาจส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ของสังคม การปกครอง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Government คือ เรื่องบริหารวางระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ถูกนำไปใช้กับสังคม เพื่อสร้างความเสมอภาค และสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม โดยมีจุดมุ่งหมาย คือ ต้องการให้สังคมมีความสงบสุข โดยการเมืองกับการปกครองมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากการปกครองจําเป็นต้องอาศัยอํานาจ ถึงจะสามารถดําเนินขั้นตอนต่างๆ ได้อย่างสําเร็จลุล่วง ด้วยเหตุนี้การศึกษาเรื่องนี้ จึงสามารถอธิบายได้ว่า เป็นการศึกษาในเรื่องขององค์กรที่ใช้อํานาจ รวมทั้งระเบียบกฎเกณฑ์บริหารต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับประเทศ นั่นเอง

 

อำนาจอธิปไตย คือ อํานาจอันเด็ดขาดพร้อมต่อการบังคับ รวมทั้งวางกฎหมายเพื่อภาครัฐและประชาชน นอกจากนี้ยังสามารถดําเนินกิจกรรมทั้งภายในหรือภายนอกได้อย่างอิสระ – เสรี โดยไม่อาจบังคับ, ควบคุม, หรือแทรกแซงโดยประเทศอื่นได้

สำหรับนักปราชญ์ นักวิชาการ ทางรัฐศาสตร์ทั้งหลายจะแบ่งวิชานี้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่…

ศาสตร์ – Science ได้แก่ ความรู้การเมืองการปกครอง

ศิลป์ Arts – อันเป็นเรื่องของการปกครองประชาชนที่นำมาใช้จริง

เพราะฉะนั้น วิชารัฐศาสตร์ จึงกลายมาเป็นวิชาซึ่งประยุกต์ลักษณะทั้งในเรื่องของศาสตร์และศิลป์ผสมเข้าด้วยกัน ต่อมาจึงมีผู้นำเอาวิชาที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วนี้มาใช้ปกครองประเทศ แต่ทว่าความเป็นจริงแล้วนักวิชาการเมืองเหล่านี้ อาจถูกบุคคลบางกลุ่มมองในทางไม่ดี เช่น อาจจะมองว่าเป็นเรื่องสกปรก ทำได้ทุกวิธีทางเพื่อมุ่งหาผลประโยชน์ส่วนตัว นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของคนมีเงิน มีการศึกษา ต้องการเก็บอำนาจไว้คนเดียว แต่ทว่าสภาพความเป็นจริง คือ การเมืองมันเป็นเรื่องที่ทุกคนทุกคนในสังคม จำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ หาใช้เป็นเรื่องที่น่ากลัวหรือเลวร้ายอย่างที่หลายๆคนคิด ถ้าบุคคลใดมีความเข้าใจอย่างถูกต้องและนำมาใช้ให้ถูกต้อง เป็นเพราะว่าวิชาการเมืองเป็นวิชาที่ผู้ปกครองประเทศจะต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน โดยมีจุดประสงค์ให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยตลอดจนเกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ด้วยเหตุนี้เพื่อที่ให้ผู้ศึกษาได้เรียนรู้ถึงความหมายอย่างแท้จริงของรัฐศาสตร์อย่างเข้าใจได้ง่ายแล้ว ก็จะขอกล่าวโดยสรุปในเนื้อหาสาระสำคัญของความหมายของการเมืองได้ ดังนี้…

  • เรื่องอำนาจปกครองผู้คนจำนวนมหาศาล
  • เรื่องจัดสรรผลประโยชน์ในทุกๆ ด้านให้ลงตัว
  • เป็นความสัมพันธ์ที่ขาดไปไม่ได้ระหว่างมนุษย์กับรัฐ
  • ต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจผลประโยชน์มาเป็นของตน
  • มีส่วนประกอบหลัก คือ ผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง

สุดท้ายแล้วถ้ารัฐใดมีความสามารถนำวิชารัฐศาสตร์ มาทำให้ประชาชนในรัฐรู้สึกพอใจ มีความสงบสุข ก็ถือว่ารัฐนั้นประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง